ดร.กันตพงศ์ อธิรัตน์ อายุสามสิบห้า อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ใช้เวลาสิบสองปีศึกษาเรื่องเดียว คือเศรษฐกิจหัวเมืองท่าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม เขาจำได้แม้กระทั่งว่าปีไหนราคาข้าวขึ้น ปีไหนโรงสีไหนล้ม และเทคโนโลยีอะไรมาก่อนอะไร
คืนที่ฝนตกหนักผิดฤดู เขาอยู่ในห้องเก็บเอกสารเก่าของหอสมุดจังหวัด กำลังเปิดสมุดบัญชีเล่มหนึ่งที่ไม่มีใครแตะมาแปดสิบปี ฟ้าผ่าลงเสาไฟหน้าอาคาร ไฟดับทั้งตึก เมื่อเขาลืมตา ห้องนั้นไม่ใช่ห้องเก็บเอกสารอีกต่อไป แต่เป็นห้องแถวไม้ที่มีตะเกียงน้ำมันตั้งอยู่บนโต๊ะ และมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่ข้างๆ ลงวันที่ย้อนหลังไปร้อยปีพอดี
คนทั่วไปคงตื่นตระหนก แต่กันตพงศ์นั่งอยู่เฉยๆ เกือบชั่วโมง ก่อนจะทำสิ่งแรกที่นักประวัติศาสตร์จะทำ นั่นคือหยิบดินสอขึ้นมาจดว่าวันนี้คือวันที่เท่าไหร่ และอีกกี่เดือนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
"ผมไม่ได้กลัวว่าจะกลับไม่ได้ครับ" เขาเขียนไว้ในสมุดหน้าแรก "ผมกลัวว่าตัวเองจะจำผิด"เมืองที่เขามาอยู่ชื่อเมืองท่าสิงห์ชล เป็นเมืองท่าค้าข้าวขนาดกลาง มีโรงสีเจ็ดแห่ง มีท่าเรือหนึ่งท่า และยังไม่มีไฟฟ้าใช้ทั้งเมือง
เดือนแรกเขาทำงานเป็นเสมียนคัดบัญชีที่โรงสีเล็กที่สุดในเมือง ค่าจ้างพอกินข้าวสองมื้อ เขาไม่รีบ เพราะสิ่งที่รออยู่ยังไม่มาถึง จนเดือนที่ห้ามันก็มาถึง — ฝนตกน้อยผิดปกติในเขตปลูกข้าวทางเหนือ กันตพงศ์รู้ว่าอีกเจ็ดเดือนราคาข้าวจะขึ้นเกือบเท่าตัว และรู้ว่าโรงสีสามแห่งในเมืองนี้จะขายข้าวในสต็อกทิ้งเร็วเกินไปเพราะกลัวราคาตก
เขาไม่มีเงินซื้อข้าว แต่เขามีอย่างอื่น กันตพงศ์เดินเข้าไปหาเจ้าของโรงสีที่เขาทำงานอยู่ ชายชราชื่อเถ้าแก่ฮง แล้วเสนอข้อตกลงที่ฟังดูบ้ามาก คือขอไม่รับค่าจ้างเป็นเงินอีกต่อไป แต่ขอรับเป็นข้าวเปลือกแทนในราคาตลาดวันนี้ เถ้าแก่ฮงหัวเราะแล้วตกลง เพราะคิดว่าตัวเองได้เปรียบ
เจ็ดเดือนต่อมา ราคาข้าวขึ้นตามที่กันตพงศ์คำนวณไว้ทุกประการ เสมียนหนุ่มที่ไม่มีอะไรเลยกลายเป็นคนมีทุนก้อนแรกภายในคืนเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้เถ้าแก่ฮงเปลี่ยนท่าที ไม่ใช่กำไร เพราะกันตพงศ์เดินกลับมาหาเขาในวันรุ่งขึ้น แล้ววางเงินครึ่งหนึ่งลงบนโต๊ะ "ผมทายถูกเพราะผมอ่านหนังสือมาเยอะครับ แต่ผมได้ทายเพราะเถ้าแก่ให้โอกาสผมก่อน อันนี้เป็นส่วนของเถ้าแก่" ชายชรามองเงินกองนั้นอยู่นาน แล้วพูดขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นเราเป็นหุ้นส่วนกันดีกว่าไหม
สี่ปีต่อมา ชื่อของกันตพงศ์อยู่บนป้ายสามป้ายในเมืองสิงห์ชล โรงสีร่วมทุน โรงน้ำแข็งแห่งแรกของเมือง และร้านขายอะไหล่เครื่องยนต์ที่ไม่มีใครเข้าใจว่าเปิดไปทำไม
เขาไม่ได้เดาสุ่ม เขารู้ลำดับ — รู้ว่าน้ำแข็งจะมาก่อนตู้เย็น รู้ว่ารถบรรทุกจะมาแทนเกวียนภายในไม่ถึงสิบปี และรู้ว่าใครก็ตามที่มีอะไหล่อยู่ในมือตอนที่รถคันแรกเสียกลางทาง จะได้ทั้งเงินและความไว้ใจไปพร้อมกัน
สิ่งที่เขาทำต่างจากพ่อค้าคนอื่นคือ เขาไม่เคยกักตุนเพื่อขึ้นราคา ปีที่ข้าวแพงที่สุด เขาเป็นคนเดียวที่ขายในราคาเดิมให้ชาวบ้านในเมือง คนทั้งเมืองพูดกันว่าเขาใจบุญ ความจริงคือเขารู้ว่าเมืองที่พังเพราะคนอดอยาก ไม่มีใครรวยได้นานหรอก
"ผมไม่ได้ดีกว่าใครหรอกครับ" เขาเขียนในสมุดคืนหนึ่ง "ผมแค่เห็นตอนจบของคนที่โลภ มาแล้วหลายสิบราย"พร้อมกับฐานะที่ขึ้น สิ่งที่ตามมาคือสายตาของผู้คน บ้านสองชั้นริมน้ำของเขากลายเป็นที่ที่ใครๆ อยากได้รับเชิญไป งานเลี้ยงทุกงานในเมืองจะเว้นเก้าอี้ตัวหนึ่งไว้ให้เสมอ และในทุกงานจะมีใครสักคนพาลูกสาวมาแนะนำให้รู้จัก
คุณหญิงเรณู ลูกสาวคนโตของตระกูลค้าไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เป็นคนแรก เธอสวย พูดจาฉลาด และตรงไปตรงมาว่าครอบครัวอยากได้เขาเป็นเขย ปราณี ครูสาวจากโรงเรียนสตรี มานั่งคุยเรื่องหนังสือกับเขาทุกวันเสาร์ และมักบอกว่าไม่เคยเจอผู้ชายที่รู้เรื่องโลกกว้างเท่านี้ ส่วนสุมาลี ลูกสาวนายอำเภอ ส่งจดหมายมาให้เดือนละสองฉบับ ทั้งที่บ้านอยู่ห่างกันไม่ถึงสามร้อยเมตร
กันตพงศ์รู้ตัวดีว่าเขาชอบมัน ชายที่เคยเป็นอาจารย์เงินเดือนน้อยในโลกอีกใบ ตอนนี้เป็นคนที่คนทั้งเมืองอยากนั่งใกล้ เขาไม่ได้ปฏิเสธใคร และไม่ได้เลือกใคร จนคืนหนึ่งที่งานเลี้ยงบ้านผู้ว่าราชการ เขาได้ยินเสียงคุยกันหลังฉากกั้น — "คุณกันตพงศ์นี่หน้าตาก็ธรรมดานะ" "ก็ใช่ แต่เขามีโรงสีสามโรง" แล้วทั้งสองก็หัวเราะ คืนนั้นเขากลับบ้านแล้วนั่งอยู่หน้าสมุดบันทึกโดยไม่เขียนอะไรเลยสักตัว
นวลลออ ผ่องอำไพ อายุยี่สิบเก้า เป็นหมอตำแยประจำเมือง และเป็นคนเดียวในสิงห์ชลที่ไม่เคยแสดงท่าทีสนใจกันตพงศ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ครั้งแรกที่ทั้งสองพูดกัน เป็นตอนที่เขาไปเสนอเงินสร้างสถานพยาบาลให้เมือง เธอฟังจบแล้วถามกลับสั้นๆ ว่า "แล้วคุณจะอยู่ดูมันไปกี่ปีคะ" เขาชะงัก
"คนรวยในเมืองนี้บริจาคกันเยอะค่ะ" เธออธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้ประชด "แต่พอสร้างเสร็จ ถ่ายรูปแล้ว ก็ไม่มีใครกลับมาอีกเลย ของที่พังก็พังอยู่อย่างนั้น ดิฉันเลยถามก่อนว่าคุณจะอยู่กี่ปี จะได้รู้ว่าควรสร้างใหญ่แค่ไหน" กันตพงศ์ตอบไม่ได้ในวันนั้น เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน
เขากลับมาอีกครั้งในสามเดือนต่อมา คราวนี้ไม่ได้เอาเงินมา แต่เอาตัวเองมาช่วยขนอิฐ และมาทุกวันเสาร์ติดต่อกันเจ็ดเดือนจนอาคารเสร็จ วันที่หลังคาปิดเสร็จ นวลลออยื่นน้ำให้เขาแก้วหนึ่งแล้วพูดว่า "ทีนี้ดิฉันเชื่อแล้วค่ะ"
สิ่งที่ทำให้เขาสนใจเธอ ไม่ใช่เพราะเธอไม่สนใจเขา แต่เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ถามถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเงินเลย เธอถามว่าเขาเรียนจากไหน ทำไมถึงรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ และทำไมเวลาพูดถึงอนาคต น้ำเสียงเขาเหมือนคนกำลังเล่าเรื่องที่ผ่านไปแล้ว คำถามสุดท้ายทำให้เขาเงียบไปนานมาก
ปีที่ห้า เหตุการณ์หนึ่งที่กันตพงศ์รอมาตลอดก็มาถึง คือไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดกลางเมือง เขาจำได้แม่นว่ามันเกิดขึ้นเดือนอะไร เริ่มจากร้านไหน และลุกลามไปทางไหน
เขาเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าสามเดือน ซื้อถังน้ำ จ้างคนเฝ้ายาม วางแผนเส้นทางอพยพ และเตือนพ่อค้าทุกรายให้ย้ายของสำคัญออกจากแถวนั้น
คืนที่ไฟไหม้ ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขารู้ทุกประการ ยกเว้นอย่างเดียว — ในตำราที่เขาอ่านมา มีบันทึกว่าไฟครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตสิบเอ็ดคน แต่คืนนั้นไม่มีใครตายเลยสักคน เขายืนอยู่กลางถนนที่เต็มไปด้วยควัน มองคนทั้งเมืองช่วยกันขนของ แล้วจู่ๆ ก็เข้าใจอะไรบางอย่างที่ทำให้ขาแทบทรุด
ประวัติศาสตร์ที่เขาท่องมาทั้งชีวิต ไม่ใช่บทละครที่เขียนไว้แล้ว มันเป็นแค่บันทึกของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นตอนที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเท่านั้นเองและถ้ามันเปลี่ยนได้ แปลว่าสมุดในกระเป๋าเขาก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
สามวันหลังไฟไหม้ กันตพงศ์เดินไปหานวลลออที่สถานพยาบาล เธอกำลังทำแผลให้คนเจ็บอยู่ตั้งแต่เช้า มือเปื้อนเขม่า ผมยุ่ง ไม่ได้นอนมาสองคืน เขานั่งลงข้างๆ แล้วพูดออกไปโดยไม่ได้เตรียมคำ — "ผมรู้ล่วงหน้าครับ ว่าไฟจะไหม้"
เธอหยุดมือ มองหน้าเขาเงียบๆ ไม่ได้ตกใจอย่างที่เขากลัว "ดิฉันเดาไว้แล้วค่ะ คนที่เตรียมถังน้ำไว้สามเดือนก่อนไฟไหม้ ไม่ใช่คนเดา" — "แล้วคุณไม่กลัวผมเหรอ" — "กลัวทำไมคะ ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าแล้วเอาไปหากินอย่างเดียว ดิฉันคงกลัว แต่คุณเอาไปเตือนคนทั้งตลาด แล้วก็มาขนอิฐกับดิฉันทุกเสาร์ตั้งเจ็ดเดือน"
เธอเช็ดมือแล้วหันมามองเขาตรงๆ "ที่ดิฉันสนใจคุณ ไม่ใช่เพราะคุณรู้อะไรมากกว่าคนอื่นค่ะ แต่เพราะคุณเลือกจะเอาสิ่งที่รู้ไปทำอะไร"
กันตพงศ์นั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ นานมาก ตลอดห้าปี มีผู้หญิงหลายคนบอกว่าเขาฉลาด เก่ง มีอนาคต ทุกคำนั้นเป็นคำชมที่มองไปข้างหน้า มองไปที่สิ่งที่เขามีและสิ่งที่เขาจะได้มา
นวลลออเป็นคนแรกที่ชมสิ่งที่เขาทำไปแล้ว
เขาไม่เคยกลับไปยังโลกเดิมอีกเลย และไม่เคยพยายามหาทางกลับด้วย สมุดบันทึกเล่มนั้นถูกเก็บไว้ในลิ้นชักโดยไม่ได้เปิดอีก ไม่ใช่เพราะมันผิด แต่เพราะเขาไม่อยากรู้ตอนจบของเมืองนี้อีกต่อไป
ปีที่สิบ เมืองสิงห์ชลมีไฟฟ้าใช้ มีถนนลาดยางสายแรก และมีสถานพยาบาลที่ขยายเป็นสามอาคาร ในบันทึกของเมืองระบุชื่อผู้ก่อตั้งไว้สองคน คนหนึ่งเป็นพ่อค้า อีกคนเป็นหมอตำแย ไม่มีที่ไหนบันทึกไว้เลยว่าคนแรกเคยเป็นอาจารย์ประวัติศาสตร์มาก่อน