🏛️
หมอหลวง
ข้ามกาล
นวนิยายข้ามเวลา · เมื่อวิชาแพทย์ยุคนี้ไปยืนอยู่ในนครศิลา
แพทย์หญิงคนหนึ่งตกลงไปในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักเชื้อโรค
พร้อมกระเป๋าเวชภัณฑ์หนึ่งใบที่มีของใช้ได้ไม่กี่อย่าง
สิ่งที่เธอเหลืออยู่จริงๆ คือความรู้ในหัว และมือสองข้าง
บทที่ ๑ — คืนที่ฟ้าผ่าลงกลางซากปราสาท

แพทย์หญิงอนัญญา ศรีวรกานต์ อายุสามสิบหก ศัลยแพทย์โรงพยาบาลชุมชน ขึ้นชื่อเรื่องมือนิ่งและปากตรง เธอไปกับคณะสำรวจในฐานะแพทย์ประจำทีม คืนนั้นฝนตกหนักผิดฤดู มือข้างหนึ่งยังถือกระเป๋าเวชภัณฑ์ที่เธอจัดเองทุกครั้ง สายฟ้าฟาดลงที่ยอดปรางค์หินห่างไปไม่ถึงยี่สิบเมตร แสงขาวกลบทุกอย่าง

เมื่อเธอลืมตาขึ้น ฝนหยุดแล้ว ซากปราสาทที่พังทลายกลายเป็นปราสาทหินทั้งหลังที่ยังไม่มีรอยร้าวสักแห่ง มีคนถือคบเพลิงยืนล้อมเธออยู่หกคน นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมสร้อยลูกปัด และพูดภาษาที่เธอฟังไม่ออกสักคำ

เธอไม่ได้กรีดร้อง อาชีพของเธอฝึกให้ทำอย่างเดียวเมื่อเจอสิ่งที่อธิบายไม่ได้ — ตรวจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อน

เธอเปิดกระเป๋าออกดู มีดผ่าตัดสิบเล่ม เข็มเย็บแผลกับไหม คีมหนีบ ถุงมือยางสิบสองคู่ ผ้าก๊อซหนึ่งม้วน หูฟัง ปรอทวัดไข้ ยาชาเฉพาะที่หกขวด ยาปฏิชีวนะสองแผง ยาลดไข้หนึ่งกล่อง เกลือแร่ผงแปดซอง และไฟฉายคาดหัวที่แบตจะหมดในยี่สิบชั่วโมง

ของพวกนี้จะหมดภายในสองสัปดาห์ สิ่งที่จะอยู่กับฉันไปตลอดมีอย่างเดียว คือสิ่งที่อยู่ในหัว

สามเดือนต่อมา เธอพูดภาษาของคนที่นี่ได้พอสมควร และรู้แล้วว่าตัวเองอยู่ในนครอัสสรา เมืองหินขนาดใหญ่ที่มีคูน้ำล้อมรอบ อยู่ใต้การปกครองของพระเจ้าอินทรเทวะ ยุคสมัยที่ยังไม่มีใครในโลกนี้เคยได้ยินคำว่า "เชื้อโรค"

บทที่ ๒ — น้ำใสที่ฆ่าคนทั้งหมู่บ้าน

โรคระบาดมาถึงในเดือนที่ห้า

ชาวบ้านเรียกมันว่า "โรคลงท้อง" คนที่ป่วยจะถ่ายเป็นน้ำขุ่นขาวคล้ายน้ำซาวข้าวไม่หยุด อาเจียนไม่หยุด แล้วตายภายในหนึ่งวันครึ่ง ตาลึกโบ๋ ผิวหนังที่หยิบขึ้นมาแล้วไม่ยอมคืนรูป

อนัญญาเห็นคนไข้รายแรกก็รู้ทันทีว่าเป็นอหิวาตกโรค และรู้ว่าเธอไม่มียาฆ่าเชื้อเหลือพอจะรักษาคนเป็นร้อย แต่เธอรู้สิ่งที่สำคัญกว่านั้น — คนไข้อหิวาต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ตายเพราะเชื้อ แต่ตายเพราะขาดน้ำ

เธอสั่งให้ต้มน้ำจนเดือดแล้วทิ้งให้เย็น ผสมเกลือกับน้ำอ้อยเคี่ยวในอัตราส่วนที่เธอกะด้วยฝ่ามือตัวเอง แล้วให้คนไข้จิบทีละน้อยตลอดเวลา ไม่ให้ดื่มรวดเดียว

หมอผีประจำหมู่บ้านคัดค้านเสียงแข็ง บอกว่าคนถ่ายท้องต้องอดน้ำ ไม่งั้นน้ำจะยิ่งไหลออก อนัญญาไม่เถียงสักคำ เธอแค่ขอคนไข้ที่หมอผีถอดใจแล้วมาห้าคน

สามวันต่อมา ห้าคนนั้นลุกนั่งได้ทั้งหมด

แต่สิ่งที่เธอทำหลังจากนั้นสำคัญกว่าการรักษา เธอเดินสำรวจทั้งวันแล้วพบว่าคนตักน้ำกินจากคลองสายเดียวกับที่อยู่ใต้ลานถ่ายทุกข์ลงไปไม่ถึงสองร้อยก้าว

เธอขอให้ย้ายจุดถ่ายทุกข์ไปอยู่ปลายน้ำ ขุดหลุมลึกแล้วกลบด้วยขี้เถ้า ห้ามตักน้ำดิบกินเด็ดขาด และให้แยกคนป่วยไปอยู่เรือนต่างหาก ใครดูแลคนป่วยต้องล้างมือด้วยน้ำต้มผสมขี้เถ้าก่อนจับอาหาร

ผู้ใหญ่บ้านถามว่าทำไปทำไม ในเมื่อโรคมาจากผีที่โกรธ

อนัญญาตอบว่า "ถ้าเป็นผี ทำแล้วก็ไม่เสียหายอะไรใช่ไหมเจ้าคะ"

ภายในสิบวัน คนป่วยรายใหม่ลดจากวันละยี่สิบกว่าคน เหลือวันละสองสามคน แล้วหยุดสนิทในสัปดาห์ที่สาม หมู่บ้านข้างเคียงที่ไม่ได้ทำตาม ตายไปเกือบสี่สิบคน

บทที่ ๓ — ไข้ที่มากับลมหนาว

ปลายปีนั้น ไข้อีกชนิดหนึ่งมาถึง

คราวนี้เป็นไข้สูง ปวดเมื่อยทั้งตัว ไอแห้ง แพร่เร็วจนคนในบ้านเดียวกันล้มพร้อมกันทั้งหลัง อนัญญาแยกแยะได้ว่าเป็นเชื้อคนละชนิดกับอหิวาต์ และยาปฏิชีวนะที่เหลือใช้ไม่ได้ผลกับมันเลย

ไข้แบบนี้ไม่มียาฆ่ามันโดยตรง ต้องประคองให้ร่างกายคนไข้ชนะเอง — ให้น้ำ ให้อาหาร ลดไข้ และที่สำคัญที่สุด อย่าให้มันแพร่ต่อ

เธอตั้งกฎขึ้นมาสามข้อ ให้คนป่วยอยู่แต่ในเรือนตัวเอง ห้ามงานรวมคนทุกชนิดจนกว่าไข้จะสงบ และให้ทุกคนเอาผ้าปิดปากปิดจมูกเวลาเข้าใกล้คนป่วย

ข้อสุดท้ายทำให้เธอเกือบถูกขับออกจากเมือง เพราะการปิดหน้าต่อหน้าผู้ใหญ่ถือเป็นการดูหมิ่นร้ายแรง เธอจึงเปลี่ยนวิธีพูด บอกว่าผ้าผืนนั้นคือ "ผ้ากันลมพิษ" ที่หมอต้องสวมเวลาเข้าใกล้ผู้ป่วย เป็นเครื่องแสดงความเคารพต่อลมหายใจของอีกฝ่าย คนยอมทำตามทันที

คืนนั้นเธอหัวเราะออกมาเบาๆ ความจริงทางการแพทย์ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เปลี่ยนแค่คำที่ใช้เรียกมัน

บทที่ ๔ — คืนที่หมอตำแยยอมถอย

เดือนที่แปด มีคนมาเคาะประตูเรือนของเธอตอนตีสอง

ลูกสาวของนายช่างหินเจ็บท้องคลอดมาเกือบสี่สิบชั่วโมง หมอตำแยสามคนผลัดกันดันหน้าท้อง และให้กินยาต้มที่ทำให้มดลูกบีบตัวแรงขึ้นเรื่อยๆ

อนัญญาตรวจอยู่ครู่เดียวก็รู้ว่าเด็กอยู่ในท่าขวาง ไหล่ติดอยู่ที่เชิงกราน ไม่มีทางคลอดออกทางช่องคลอดได้เลยไม่ว่าจะดันแรงแค่ไหน และถ้าดันต่อ มดลูกจะแตก แม่จะตายภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่วนเด็กนั้นหัวใจเริ่มเต้นช้าลงแล้ว

เธอบอกกับนายช่างหินตรงๆ ว่ามีทางเดียว คือผ่าท้องเอาเด็กออก

ห้องนั้นเงียบไปทั้งห้อง ยุคนั้นการผ่าท้องหญิงมีครรภ์ทำกันเฉพาะตอนที่แม่ตายไปแล้ว ไม่เคยมีใครผ่าคนเป็นแล้วรอดทั้งคู่ หมอตำแยคนโตพูดขึ้นว่า ถ้าเจ้าทำแล้วนางตาย เจ้าจะถูกประหาร

อนัญญาตอบว่า "ถ้าข้าไม่ทำ นางก็ตายอยู่ดีเจ้าค่ะ ต่างกันแค่ว่าตายแบบไหน"

✦ ✦ ✦

เธอเตรียมสี่สิบนาที ต้มมีดกับเข็มกับไหมในน้ำเดือด ล้างมือด้วยเหล้ากลั่น ปูผ้าต้มแล้วรอบท้องคนไข้ ให้คนถือคบเพลิงสี่คนยืนสี่มุมและห้ามขยับ ยาชาเฉพาะที่เหลือสองขวดครึ่ง เธอฉีดทีละชั้นตามแนวที่จะลง

ไม่มียาสลบ คนไข้รู้สึกตัวตลอดเวลา มีคนสี่คนจับแขนขาไว้ และมีผ้าม้วนให้กัด

เธอลงมีดตามแนวขวางเหนือหัวหน่าว แยกชั้นไขมัน แยกกล้ามเนื้อ เปิดเยื่อบุช่องท้อง แล้วกรีดมดลูกอย่างระวังที่สุดในชีวิต น้ำคร่ำพุ่งออกมา เธอสอดมือเข้าไปจับตัวเด็ก หมุนไหล่ แล้วดึงออกมาได้ในจังหวะเดียว

เด็กเงียบอยู่สี่วินาที เธอเช็ดปากเช็ดจมูก ดีดฝ่าเท้าสองครั้ง — เสียงร้องดังขึ้นทั้งเรือน

จากนั้นเธอเย็บมดลูกสองชั้น เย็บกล้ามเนื้อ เย็บผิวหนัง รวมร้อยกว่าเข็ม ใช้เวลาอีกชั่วโมงครึ่ง

เจ็ดวันต่อมาแม่ลุกเดินได้เอง สิบสี่วันตัดไหม แผลไม่มีหนองแม้แต่จุดเดียว

หมอตำแยคนโตมายืนดูแผลอยู่นาน แล้วถามเธอด้วยเสียงเบาที่สุดว่า "แม่หมอ...สอนข้าได้ไหม"

บทที่ ๕ — ยาที่ปรุงจากดิน จากเปลือกไม้ และจากรา

ของในกระเป๋าหมดลงในเดือนที่สิบ อนัญญารู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง จึงเตรียมไว้ตั้งแต่เดือนที่หก

สิ่งแรกที่สำเร็จคือเหล้ากลั่น เธอออกแบบหม้อกลั่นให้ช่างหม้อทำขึ้น กลั่นซ้ำสามรอบจนได้ของเหลวใสที่จุดไฟติด ใช้ล้างมือ ล้างแผล เช็ดเครื่องมือ นี่คือสิ่งที่ลดคนไข้ติดเชื้อหลังผ่าตัดได้มากกว่ายาตัวใดที่เธอเคยมี

อย่างที่สองคือยาลดไข้แก้ปวดจากเปลือกต้นหลิวริมน้ำ ต้มเคี่ยวจนข้น ได้น้ำยาขมจัดที่ได้ผลจริง เธอย้ำกับลูกศิษย์ว่าตัวยาซ่อนอยู่ในเปลือก ไม่ใช่ในคำสวด และห้ามให้เด็กเล็กที่กำลังเป็นไข้กินเด็ดขาด

อย่างที่สามคือขี้ผึ้งกำมะถันผสมมันหมู ทาแก้โรคผิวหนังจากตัวไรที่ระบาดในคุ้มคนงาน หายเกือบทุกรายภายในสองสัปดาห์

สิ่งที่เธอพยายามแล้วไม่สำเร็จคือยาปฏิชีวนะ เธอรู้ว่าราสีเขียวอมฟ้าบางชนิดสร้างสารที่ฆ่าแบคทีเรียได้ เพาะมันบนขนมปังกับข้าวต้มนานหลายเดือน ลองพอกแผลด้วยราสด ได้ผลบ้างในแผลตื้น แต่ล้มเหลวสิ้นเชิงกับการติดเชื้อในกระแสเลือด เธอเขียนบันทึกไว้ตรงไปตรงมาว่า

รู้ว่ามันอยู่ในนั้น แต่แยกมันออกมาให้บริสุทธิ์และแรงพอไม่ได้ ถ้าไม่มีเครื่องมือของยุคข้างหน้า วันหนึ่งจะมีคนทำได้ แต่ไม่ใช่ข้า และไม่ใช่ที่นี่

เธอไม่ได้เสียใจกับมันนานนัก เพราะสิ่งที่ช่วยคนได้มากที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือน้ำสะอาด มือที่ล้างแล้ว และการรู้ว่าเมื่อไรควรลงมีด เมื่อไรควรรอ

บทที่ ๖ — หมอหลวงแห่งแผ่นดิน

ข่าวเรื่องหญิงผู้ผ่าท้องแล้วแม่ลูกรอดทั้งคู่ถึงพระราชวังในปีที่สอง พระเจ้าอินทรเทวะทรงเรียกเธอเข้าเฝ้าในวันที่พระราชธิดาพระองค์เล็กมีไข้สูงมาห้าวัน แพทย์หลวงทั้งเก้าคนถวายยาแล้วไม่ได้ผล

อนัญญาตรวจไม่นานก็พบฝีที่ต้นคอซึ่งซ่อนอยู่ใต้ไรผม ลุกลามจนมีไข้ทั้งตัว เธอขอพระราชานุญาตกรีดระบายหนอง ล้างด้วยน้ำต้มผสมเหล้ากลั่น ใส่ผ้าระบาย เปลี่ยนวันละสองครั้ง ไข้ลดในคืนที่สอง วันที่เจ็ดพระราชธิดาเสวยพระกระยาหารได้เป็นปกติ

ในท้องพระโรงวันนั้น พระเจ้าอินทรเทวะตรัสถามว่าเธอมาจากแคว้นใด เพราะไม่เคยมีหมอคนใดในแผ่นดินนี้รู้เรื่องร่างกายคนได้ลึกเท่านี้

อนัญญาหมอบลงแล้วทูลว่า "หม่อมฉันมาจากที่ไกลมากพ่ะย่ะค่ะ ไกลจนเล่าไปก็คงไม่มีใครเชื่อ"

พระองค์ทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสว่าไม่จำเป็นต้องเล่า เพราะสิ่งที่พระองค์เห็นด้วยพระเนตรตนเองนั้นมากพอแล้ว

วันนั้นเธอได้รับการแต่งตั้งเป็น "หมอหลวงแห่งแผ่นดิน" พร้อมพระบรมราชานุญาตให้ตั้งเรือนหมอขึ้นในเมือง รับคนไข้ได้ทุกชนชั้นโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใด และให้รับศิษย์ได้ไม่จำกัดจำนวน

เธอทูลขอเพิ่มเพียงข้อเดียว — ขอให้ศิษย์ของเธอเป็นหญิงได้ด้วย พระองค์ทรงพระสรวลเบาๆ แล้วตรัสว่า ในเมื่อหมอที่เก่งที่สุดในแผ่นดินก็เป็นหญิง จะห้ามไปทำไม

ปีที่ห้า เรือนหมอกลางนครอัสสรามีศิษย์สี่สิบสองคน ครึ่งหนึ่งเป็นหญิง หนึ่งในนั้นคือหมอตำแยคนโตที่เคยขู่จะให้ประหารเธอ

บนผนังหินด้านในเรือนหมอ มีอักษรสลักไว้สามบรรทัด เป็นกฎที่ศิษย์ทุกคนต้องท่องได้ก่อนจับมีด

หนึ่ง — น้ำต้องต้ม มือต้องล้าง

สอง — สิ่งที่ตาไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี

สาม — ถ้าไม่รู้ ให้บอกว่าไม่รู้ แล้วไปหาคนที่รู้

อนัญญาไม่เคยได้กลับไปยุคของตัวเองอีกเลย แต่ในคืนที่เธอเดินตรวจเรือนคนไข้รอบสุดท้ายก่อนนอน ผ่านเตียงที่มีคนหลับสนิทเรียงกันยี่สิบกว่าเตียง — คนที่ถ้าเป็นเมื่อห้าปีก่อนคงตายไปแล้วเกือบทั้งหมด — เธอก็ไม่เคยคิดอยากกลับอีกเลยเหมือนกัน

ความรู้ไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้ามันอยู่แต่ในหัวของคนคนเดียว
มันจะเริ่มมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนที่สองรับมันไปได้
และจะมีค่าที่สุด เมื่อคนที่รับไปนั้น ไปได้ไกลกว่าเรา
— จบบริบูรณ์ —