บ้านโนนหว้า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในตำบลไกลลิบ อำเภอห่างสิน จังหวัดหนึ่งกลางแดนอีสาน ล้อมรอบด้วยทุ่งนาและป่าโปร่งที่ทอดยาวไปจนจรดเชิงเขา ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างตามถนนทุกสาย ยามค่ำคืนจึงมืดสนิทเหลือเพียงแสงจันทร์และแสงตะเกียงจากบ้านแต่ละหลัง ทองสุข ไพรวัลย์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีที่ทุกคนเรียกกันสั้นๆ ว่า "สุข" เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวชาวนา คืนนั้นเขาออกไปเฝ้าดูนาข้าวที่กำลังจะเก็บเกี่ยวตามปกติ เพราะช่วงนี้มีข่าวว่าหมูป่าลงมากินข้าวในไร่ใกล้เคียงอยู่บ่อยครั้ง
สุขนั่งเฝ้าอยู่ในเถียงนาริมทุ่งได้ราวสองชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงไก่ในเล้าของยายแพงที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตรส่งเสียงร้องกระโตกกระตากอย่างตื่นตระหนก ตามด้วยความเงียบวูบวาบที่ผิดปกติ เขาหยิบไฟฉายส่องไปทางเล้าไก่ แต่กลับไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดกับเงาต้นไม้ที่แกว่งไกวตามลม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจไม่ไปดู เพราะคิดว่าอาจเป็นแค่หมาบ้านหรืออีเห็นมาลักไก่กินตามปกติ
เช้าวันรุ่งขึ้น ยายแพงเดินโวยวายมาที่บ้านผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ไก่ในเล้าของยายหายไปสองตัว โดยที่รั้วเล้าไก่ไม่มีรอยฉีกขาดหรือรอยงัดแงะแต่อย่างใด แปลกยิ่งกว่านั้นคือซากไก่ที่เหลืออยู่ในเล้าถูกจิกกินเฉพาะส่วนไส้พุงจนโล่งเกลี้ยง โดยไม่มีคราบเลือดหยดกระจายอยู่รอบๆ เหมือนถูกดูดออกไปอย่างสะอาดเรียบร้อยผิดวิสัยของสัตว์ป่าทั่วไป ยายแพงยืนกรานหนักแน่นว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของหมาหรืออีเห็นแน่นอน
ผู้ใหญ่บุญมา ศรีสุข หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ผู้ใหญ่มา" รับฟังคำร้องเรียนด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านนับถือมานานกว่าสิบปี ไม่เคยเจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน จึงได้แต่ปลอบใจยายแพงว่าจะให้คนในหมู่บ้านช่วยกันเฝ้าระวังให้เข้มงวดขึ้น พร้อมสั่งให้ซ่อมแซมรั้วเล้าไก่ทุกหลังในหมู่บ้านให้แข็งแรงกว่าเดิม โดยที่ในใจก็ยังไม่กล้าคิดไปถึงเรื่องเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด
ผ่านไปเพียงสี่คืน เหตุการณ์ไก่และเป็ดหายก็เกิดขึ้นซ้ำอีกในบ้านอีกสามหลังทั่วหมู่บ้าน ทุกครั้งมีลักษณะคล้ายกันหมด คือรั้วเล้าไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะ แต่ซากสัตว์ที่เหลือถูกจิกกินเฉพาะไส้พุงจนโล่ง ความหวาดกลัวเริ่มแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านหลายคนเริ่มไม่กล้าออกจากบ้านหลังพลบค่ำ แม้แต่จะเดินไปเข้าห้องน้ำนอกชานก็ยังต้องชวนคนในบ้านไปเป็นเพื่อนทุกครั้ง
คืนหนึ่ง กลุ่มหนุ่มในหมู่บ้านนำโดยสุขอาสาออกลาดตระเวนเฝ้าดูความผิดปกติร่วมกัน พวกเขาแบ่งกันไปประจำจุดต่างๆ รอบหมู่บ้านพร้อมไฟฉายและกระบอกไม้ไผ่สำหรับส่งสัญญาณเตือนภัย ราวเที่ยงคืน หนุ่มคนหนึ่งที่ประจำอยู่ริมสวนหลังบ้านของนางเอื้อมพรก็ส่งเสียงกระบอกไม้ไผ่ดังลั่นด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อทุกคนวิ่งไปดู ก็ได้เห็นเงาบางอย่างลอยอยู่เหนือพุ่มไม้สูงจากพื้นราวหนึ่งเมตร มีแสงเรืองจางๆ สีเขียวอมฟ้าห้อยระย้าอยู่ด้านล่างคล้ายลำไส้ที่ยาวเป็นสาย ก่อนที่เงานั้นจะพุ่งหายลับเข้าไปในความมืดของแนวป่าอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครทันเห็นหน้าตาชัดเจน
"กระสือ! เป็นกระสือแน่ๆ" ชายชราคนหนึ่งในกลุ่มร้องขึ้นด้วยเสียงสั่น เขาเคยได้ยินตำนานกระสือจากปู่ย่าตายายเล่าต่อกันมาตั้งแต่เด็ก ว่าเป็นวิญญาณหญิงที่ถอดหัวออกจากร่างพร้อมเครื่องในลอยไปหากินยามค่ำคืน ชอบกินของสดคาวและไส้พุงสัตว์เป็นพิเศษ ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านภายในคืนเดียว ทำให้ความหวาดกลัวทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว บางบ้านถึงกับเอาไม้กระดานมาตอกปิดหน้าต่างทุกบานก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
ยายแพง ผู้เฒ่าที่อาวุโสที่สุดในหมู่บ้าน นั่งซึมอยู่หน้าบ้านด้วยสีหน้าหนักใจ เธอจำได้รางๆ ว่าเคยได้ยินเรื่องเล่าคล้ายกันนี้มาก่อนสมัยยังเป็นเด็กสาว แต่ความทรงจำนั้นเลือนรางเกินกว่าจะปะติดปะต่อได้ครบถ้วน เธอได้แต่กระซิบกับตัวเองเบาๆ ว่า "ครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องที่แรงคนธรรมดาจะจัดการได้ง่ายๆ เสียแล้ว"
ผู้ใหญ่มาตัดสินใจเดินทางเข้าตัวอำเภอเพื่อแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมขอความช่วยเหลือจากองค์การบริหารส่วนตำบลให้ส่งคนมาช่วยดูแลความปลอดภัยของหมู่บ้าน ร้อยตำรวจตรีวิรัตน์ เจ้าหน้าที่ประจำโรงพักตำบลที่รับผิดชอบพื้นที่ เดินทางมาพร้อมลูกน้องอีกสองนายเพื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยความตั้งใจดี แต่หลังจากตรวจดูรั้วเล้าไก่และซากสัตว์ทั้งหมดอย่างละเอียดแล้ว เขาก็ได้แต่สรุปว่าน่าจะเป็นฝีมือของหมาจิ้งจอกหรืองูใหญ่ที่ลอดเข้าไปทางช่องเล็กๆ ตามรั้ว ไม่มีหลักฐานใดที่จะยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือคนหรือสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างชัดเจน
"ผมเข้าใจความกังวลของทุกท่านนะครับ แต่ในทางกฎหมายแล้ว ผมไม่สามารถตั้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครหรือเป็นอะไรได้ครับ" หมวดวิรัตน์อธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น เขาแนะนำให้ชาวบ้านติดไฟส่องสว่างเพิ่มเติมรอบเล้าสัตว์ และเสนอจะส่งเจ้าหน้าที่มาลาดตระเวนเป็นระยะ แต่ก็ไม่สามารถประจำการอยู่ตลอดคืนได้เนื่องจากกำลังพลมีจำกัด
ชาวบ้านหลายคนพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง บ้างก็เอาตาข่ายมาขึงรอบเล้าไก่ให้แน่นหนายิ่งขึ้น บ้างก็ติดกระดิ่งเตือนภัยไว้ตามรั้ว บ้างถึงกับผลัดกันนอนเฝ้าเล้าสัตว์ทั้งคืนติดต่อกันหลายวัน แต่เหตุการณ์ไก่และเป็ดหายก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับสิ่งลึกลับนั้นรู้ทางหลบเลี่ยงกับดักทุกชนิดที่ชาวบ้านคิดขึ้นมา บางคืนถึงกับมีคนเห็นเงาลอยข้ามรั้วที่สูงกว่าสองเมตรไปได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีเสียงฝีเท้าใดๆ เลย
ความหวาดกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง เมื่อทั้งทางการและความพยายามของชาวบ้านเองต่างก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ผู้ใหญ่มาเรียกประชุมชาวบ้านทั้งหมู่บ้านที่ศาลากลางบ้านในคืนพระจันทร์เสี้ยว เพื่อหารือทางออกครั้งสุดท้ายก่อนที่ความหวาดกลัวจะลุกลามจนหมู่บ้านไม่มีใครกล้าอาศัยอยู่ต่อไป
ในที่ประชุม ยายแพงลุกขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฉันนึกออกแล้วละ สมัยฉันยังเด็ก เคยมีเรื่องคล้ายกันนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านใกล้เคียง ตอนนั้นชาวบ้านต้องไปเชิญอาจารย์แสนมาช่วยปราบถึงจะสงบลงได้ อาจารย์แสนเป็นหมอผีเฒ่าที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในป่าใหญ่ทางทิศตะวันตก มีวิชาอาคมแก่กล้าและเคยช่วยปราบเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว" ทุกคนในที่ประชุมต่างพยักหน้าเห็นด้วย เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่อีกแล้ว
ผู้ใหญ่มามอบหมายให้สุขและชายหนุ่มอีกสองคนเดินทางเข้าป่าไปตามหาอาจารย์แสนทันทีในวันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนใช้เวลาเดินเท้ากว่าครึ่งวันจึงพบกระท่อมไม้เก่าหลังเล็กตั้งอยู่ริมลำธารกลางป่าลึก อาจารย์แสนเป็นชายชราร่างเล็กผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่แววตากลับเฉียบคมราวกับมองทะลุทุกสิ่ง เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของสุขจบ อาจารย์แสนพยักหน้าช้าๆ ก่อนพูดว่า "เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในแถบนี้หรอก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าเป็นจริงตามที่ว่า มันหมายความว่ามีคนในหมู่บ้านของพวกเจ้ากำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างที่ตัวเองอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ"
อาจารย์แสนเก็บข้าวของใส่ย่ามใบเก่า มีทั้งด้ายสายสิญจน์ ผงเถ้าจากธูปเก่า ใบหนามระกำ และคัมภีร์ใบลานเล่มเล็กที่ผูกด้วยเชือกจนเก่าคร่ำ ก่อนออกเดินทางกลับไปยังบ้านโนนหว้าพร้อมกับทั้งสามคนโดยไม่รีรอ ระหว่างทางเดิน อาจารย์แสนถามไถ่ถึงรายละเอียดของแต่ละบ้านที่ถูกไก่หายอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าบ้านไหนอยู่ใกล้เคียงจุดที่มีคนเห็นเงาลอยมากที่สุด สุขตอบไปตามที่รู้ โดยไม่ทันสังเกตว่าอาจารย์แสนเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อ "นางเอื้อมพร" ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวริมสุดหมู่บ้าน
เมื่อมาถึงหมู่บ้าน อาจารย์แสนเดินสำรวจรอบเล้าสัตว์ทุกจุดที่เกิดเหตุอย่างละเอียด สังเกตทิศทางลม รอยเท้า และกลิ่นอายบางอย่างที่คนธรรมดาไม่อาจสัมผัสได้ ก่อนจะบอกกับผู้ใหญ่มาว่า "คืนนี้ข้าจะวางกับดักที่เล้าไก่ของยายแพงอีกครั้ง เพราะจุดนั้นเป็นจุดที่มันมาบ่อยที่สุด ขอให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกมาโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม"
คืนนั้น อาจารย์แสนใช้หนามระกำและใบตำลึงทุบละเอียดโรยล้อมรอบเล้าไก่ของยายแพงเป็นวงกลม ตามความเชื่อว่ากระสือกลัวความคมของหนามที่อาจบาดไส้พุงที่ห้อยอยู่ ก่อนขึงด้ายสายสิญจน์ที่ผ่านการปลุกเสกเป็นแนวป้องกันซ้อนอีกชั้น พร้อมจุดเทียนเล่มเล็กวางไว้สี่มุม แล้วนั่งบริกรรมคาถาอยู่ในความมืดโดยมีสุขนั่งเฝ้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลตามคำขอของอาจารย์แสน
ผ่านไปจนใกล้เที่ยงคืน อากาศรอบตัวเริ่มเย็นวูบผิดปกติ กลิ่นสาบคาวจางๆ ลอยมาตามลม ก่อนที่เงาบางอย่างจะปรากฏขึ้นเหนือแนวรั้วเล้าไก่ แสงเรืองสีเขียวอมฟ้าจากส่วนหัวที่ลอยอยู่ พร้อมเครื่องในที่ห้อยระย้าลงมาจนเกือบถึงพื้น ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้เล้าไก่ แต่ทันทีที่เงี่ยงหนามระกำและแนวด้ายสายสิญจน์สัมผัสกับส่วนเครื่องในที่ห้อยอยู่ เงานั้นก็สะดุ้งถอยหลังกลับพร้อมส่งเสียงร้องแหลมสูงจนขนลุก เป็นเสียงที่ทั้งเจ็บปวดและหวาดกลัวปนกัน
อาจารย์แสนลุกขึ้นทันทีพร้อมโปรยผงเถ้าศักดิ์สิทธิ์ไปทางเงานั้น พลางร่ายคาถาด้วยเสียงดังกังวาน เงาที่ติดอยู่ในวงล้อมพยายามดิ้นรนหาทางหนีไปทุกทิศทาง แต่หนามระกำและด้ายสายสิญจน์ยังคงกักเงานั้นไว้ไม่ให้หลุดพ้นออกไปได้ง่ายๆ สุขที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ อดไม่ได้ที่จะขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยด้วยความอยากรู้ปนหวาดกลัว จนแสงจันทร์สาดส่องพอให้เห็นเค้าโครงใบหน้าของเงานั้นรางๆ เป็นครั้งแรก ใบหน้าที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด
"แม่เอื้อม..." สุขกระซิบออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนที่อาจารย์แสนจะยกมือห้ามไม่ให้เขาส่งเสียงดังไปกว่านั้น "ใจเย็นไว้ก่อน สิ่งที่เจ้าเห็นตอนนี้ยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ปล่อยให้ข้าจัดการให้จบก่อนที่ฟ้าจะสาง ไม่เช่นนั้นนางจะไม่มีทางกลับไปเป็นคนธรรมดาได้อีกตลอดกาล"
อาจารย์แสนหยิบคัมภีร์ใบลานเล่มเก่าออกจากย่าม เปิดหาบทสวดถอนคุณไสยเฉพาะทาง ก่อนเริ่มร่ายมนต์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นจังหวะช้าๆ เงาที่ติดอยู่ในวงล้อมค่อยๆ สงบลง เสียงร้องแหลมเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นแผ่วเบา จนในที่สุด แสงเรืองสีเขียวก็ค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นใบหน้าของนางเอื้อมพร ดวงแก้ว หญิงม่ายวัยสี่สิบต้นๆ ผู้อาศัยอยู่คนเดียวริมสุดหมู่บ้าน ที่ทุกคนรู้จักในฐานะหมอสมุนไพรและผดุงครรภ์ประจำหมู่บ้านมานานหลายปี น้ำตาไหลอาบสองแก้มด้วยความตื่นตระหนกและอับอายอย่างที่สุด
อาจารย์แสนอธิบายให้ทุกคนที่รีบวิ่งมาดูเมื่อได้ยินเสียงเข้าใจว่า นางเอื้อมพรไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตนเองกลายเป็นกระสือออกหากินยามค่ำคืน เพราะทุกครั้งที่ร่างกายส่วนหัวและเครื่องในหลุดออกไป ร่างกายส่วนล่างของนางจะยังคงนอนหลับสนิทอยู่ในบ้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้นเหตุทั้งหมดมาจากคัมภีร์วิชาอาคมเล่มเก่าที่ยายทวดของนางเอื้อมพรผู้เป็นหมอสมุนไพรรุ่นก่อนได้ทำสัญญาไว้กับสิ่งลึกลับเพื่อแลกกับพลังรักษาโรคอันเหลือเชื่อเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่สัญญานั้นมีเงื่อนไขซ่อนอยู่ว่าจะต้องส่งต่อและสานต่อพิธีกรรมบางอย่างในทุกชั่วคน หากรุ่นใดหยุดพิธีกรรมกลางคันโดยไม่รู้ตัว คุณไสยเก่าก็จะย้อนกลับมาเกาะกุมทายาทคนถัดไปแทน
นางเอื้อมพรสะอื้นเล่าว่า หลังจากยายทวดเสียชีวิตไป นางได้รับตกทอดคัมภีร์เล่มนี้มาโดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริง เพียงแต่เก็บไว้ในหีบไม้เก่าเป็นที่ระลึกถึงยายทวดเท่านั้น ไม่เคยคิดจะเปิดอ่านหรือฝึกฝนสิ่งใดจากคัมภีร์เล่มนี้เลยแม้แต่น้อย แต่คุณไสยเก่าที่ยายทวดทิ้งค้างไว้ก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นและเข้าครอบงำนางในยามค่ำคืนโดยที่นางเองไม่มีทางรู้ตัวหรือควบคุมได้เลย
อาจารย์แสนทำพิธีตัดขาดคุณไสยเก่าให้กับนางเอื้อมพรตลอดคืนนั้นจนถึงฟ้าใกล้สาง โดยเผาคัมภีร์ใบลานเล่มเก่าให้มอดไหม้เป็นเถ้าธุลีตามพิธีกรรมโบราณ พร้อมสวดคาถาส่งดวงวิญญาณของยายทวดที่ยังคงผูกพันอยู่กับสัญญานั้นให้หลุดพ้นไปอย่างสงบ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่ นางเอื้อมพรลืมตาตื่นขึ้นในสภาพร่างกายปกติ ไม่มีร่องรอยของคุณไสยหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ในตอนแรก ชาวบ้านหลายคนยังคงหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้นางเอื้อมพร แต่เมื่อผู้ใหญ่มาและอาจารย์แสนอธิบายความจริงทั้งหมดให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ว่านางเป็นเพียงเหยื่อของคุณไสยเก่าที่ตกทอดมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ผู้ร้ายที่ตั้งใจก่อเหตุ ความเข้าใจและความเห็นใจก็ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว ยายแพงเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปกอดนางเอื้อมพรด้วยน้ำตา พร้อมพูดปลอบใจว่า "ไม่มีใครโทษเจ้าหรอกนะ เจ้าเองก็เป็นเหยื่อไม่ต่างจากไก่ที่หายไปเหมือนกัน"
หลังจากวันนั้น หมู่บ้านโนนหว้าก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ไม่มีเหตุการณ์ไก่เป็ดหายเกิดขึ้นอีกเลย นางเอื้อมพรกลับมาทำหน้าที่หมอสมุนไพรประจำหมู่บ้านตามเดิม โดยมีชาวบ้านคอยดูแลเอาใจใส่มากยิ่งกว่าเก่า ส่วนอาจารย์แสนก่อนเดินทางกลับเข้าป่าลึก ได้ฝากคำเตือนไว้กับผู้ใหญ่มาว่า "ความกลัวที่ไม่รู้ที่มา มักนำไปสู่การตัดสินคนผิดเสมอ ก่อนจะตัดสินใครว่าเป็นปีศาจ จงหาความจริงให้พบก่อน เพราะบางครั้งปีศาจที่แท้จริงอาจไม่ใช่ตัวคนที่ถูกครอบงำ แต่เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหาก"